แอมโมเนียมไนเตรทเกี่ยวข้องกับเหตุระเบิดที่เบรุตอย่างไร

0
14
แอมโมเนียมไนเตรท

จากเหตุระเบิดครั้งใหญ่ที่เบรุต ประเทศเลบานอน ตัวเลขผู้เสียชีวิตล่าสุดอยู่ที่ 78 ราย ผู้บาดเจ็บประมาณ 4,000 คน นายกรัฐมนตรี ฮัสซัน ดิยาบ (Hassan Diab) กล่าวถึงสาเหตุว่า เกิดจากแอมโมเนียมไนเตรท 2,750 ตัน ที่ถูกขนส่งมาเก็บไว้บริเวณคลังสินค้าท่าเรือตั้งแต่ปี 2013 อย่างไรก็ตาม ยังไม่ทราบสาเหตุของการระเบิดที่มีรัศมีถึง 10 กิโลเมตร ว่าสารเคมีอันตรายนี้ติดไฟได้อย่างไร

แล้ว ‘แอมโมเนียมไนเตรท’ คืออะไร ทำไมถึงอยู่ในข้อสันนิษฐานว่าเป็นต้นเหตุของการระเบิดครั้งใหญ่นี้

ระเบิดที่เบรุต กับ แอมโมเนียมไนเตรท

แอมโมเนียมไนเตรท (ammonium nitrate – NH4NO3) ประกอบด้วยไนโตรเจนร้อยละ 34 ละลายน้ำได้ ใช้ในอุตสาหกรรมการเกษตร เพราะเป็นแหล่งไนโตรเจนชั้นดี นอกจากนี้ยังใช้เป็นส่วนประกอบของระเบิด เช่น การระเบิดเหมือง (ammonium nitrate/fuel oil: ANFO) และเนื่องจากปุ๋ยเคมีเป็นวัสดุหาง่าย ราคาถูก แอมโมเนียมไนเตรทจึงมักถูกใช้ในการทำระเบิดแสวงเครื่องในการก่อการร้ายหลายต่อหลายครั้ง

ตัวอย่างของการใช้ปุ๋ยเคมีในการก่อเหตุครั้งสำคัญเกิดขึ้นเมื่อปี 1995 เมื่อ ทิโมธี แมคเวห์ (Timothy McVeigh) ระบายความคับแค้นต่อรัฐบาลสหรัฐด้วยการใช้ปุ๋ย 2 ตัน เชื้อเพลิงรถยนต์ และเชื้อปะทุระเบิด ทำลายอาคารสำนักงานของรัฐบาลกลางในเมืองโอกลาโฮมา มีผู้เสียชีวิต 168 ราย

อ้างอิงข้อมูลจากศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (National Metal and Materials Technology Center: MTEC) อธิบายกลไกการระเบิดของแอมโมเนียมไนเตรทไว้ว่า

“การระเบิดเริ่มต้นจากการระเบิดของเชื้อปะทุ (วัสดุที่มีวัตถุระเบิดปริมาณเล็กน้อย) และปลดปล่อย ‘คลื่นระเบิด’ (detonation wave) มีความเร็วประมาณ 3.2-4.8 กิโลเมตร/วินาทีออกมา ส่งผลให้สารแอมโมเนียมไนเตรทในเม็ดปุ๋ยระเหิดกลายเป็นก๊าซทันที และจุดเชื้อเพลิงให้ลุกไหม้

“พลังงานจากคลื่นระเบิดที่ทะลุผ่านสารแอมโมเนียมไนเตรททำให้โมเลกุลสลายตัว อะตอมออกซิเจนถูกปลดปล่อยออกมา และรวมตัวเป็นก๊าซออกซิเจน เร่งปฏิกิริยาหรือกระบวนการเผาไหม้ให้เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ได้ผลิตผลต่อเนื่องเป็นก๊าซร้อนต่างๆ

“ก๊าซร้อนที่เกิดในเวลาสั้นเหล่านี้ทำให้เกิดคลื่นความดัน (pressure wave) ซึ่งเคลื่อนที่เร็วเท่าอัตราเร็วเสียง (330 เมตรหรือ 1,100 ฟุต/วินาที) คลื่นนี้อาจทำอันตรายต่อชีวิต วัตถุ สิ่งของต่างๆ โดยรอบ นอกจากนี้ ความร้อนสูงซึ่งเกิดขึ้นจากการเผาไหม้ยังทำให้วัตถุโดยรอบไหม้ไฟได้ – อย่างไรก็ตามผู้เชี่ยวชาญด้านระเบิดระบุว่า อำนาจการทำลายส่วนใหญ่มาจากคลื่นความดัน”

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here